เพิ่มความรวย ลดความเสี่ยงด้วย ETF

การเพิ่มผลตอบแทน การกระจายความเสี่ยงด้วย ETFย่อมาจาก Exchange Traded Fund ซึ่ง ETF สามารถซื้อขายReal time เป็นกองทุนรวมที่สามารถซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ได้เหมือนหุ้น หรือถ้าแยกอกเป็น 2 ส่วนก็คือ กองทุน และหุ้น

หุ้น เป็นการลงทุนในบริษัทที่เลื่อนเป็นตัวๆไปจะ 3ตัว 5 ตัวหรือ 7 ตัวไป ซึ่งมันก็จะให้ผลตอบแทนสูงสุดถ้าคุณเป็นมืออาชีพ ซึ่ง90% ของคนที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จะแพ้ตลาดอยู่แล้ว

ข้อดีของหุ้น

1.สามารถที่จะซื้อขายได้แบบ Realtime ถ้าพอใจในราคาไหนเวลาเท่าไหร่คุณก็สามารถซื้อได้เลยและจากสถิติที่ผ่านมามันก็ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดอยู่แล้วแต่มันก็มีความเสี่ยงที่สูงสุดเหมือนกัน

ข้อเสียของหุ้น

1.ไม่สามารถที่จะกระจายได้เยอะ เพราะเวลาลงทุนในหุ้นส่วนมากก็จะซื้อ 3ตัว 5 ตัว เพราะฉะนั้นพอมันกระจายความเสี่ยงได้น้อย ความเสียงก็เลยสูง

กองทุนรวม

กองทุนรวมหลักๆก็จะซื้อได้จาด 2 ที่ก็คือ

1.บล.ก็คือตลาดหลักทรัพย์ หรือนายหน้าโบรกเกอร์

2.บลจ. ก็คือตลาดหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซึ่งธนาคารส่วนมากก็จะมีและถ้าลงท้ายเป็นภาษาอังกฤษก็จะมีคำลงท้ายด้วย AM ก็คือ Asset Management ซึ่งกองทุนจะมี Active Fund และ Passive Fund

ถ้าเป็น Active Fund ก็จะมีผู้จัดการกองทุนมาบริหารเงินให้คุณส่วน Passive Fund ก็จะอ้างอิงกับดัชนี และข้อดีของกองทุนก็คือสามารถที่จะกระจายความเสียงได้เยอะ และคุณสามารถเป็นเจ้าของ 50-100 บริษัทได้เลย แต่ก็มีข้อเสียคือ คุณไม่สามารถซื้อแบบ Realtime ได้ก้คือคุณจะได้ราคาของวันที่ปิดตลาดเท่านั้น ส่วน ETF จะเป็นการดึงข้อดีของทั้ง 2 อย่างมารวมกัน และ ETFที่เมืองนอกนี้เป็นที่นิยมมากๆ แต่คนทยอาจจะยังไม่รู้จักเท่าไหร่ ETF นี้คือสามารถซื้อขาย Realtime ได้เหมือนหุ้นและ ETF เนี่ยมันคือหุ้น 1 ตัวที่มีไส้เยอะมากเลยซึ่งไส้เนี่ยมันแล้วแต่ว่า ETF นั้นลงทุนอะไร ซึ่งมันก็จะมีทั้งตราสารหนี้ ทอง กองมุนดัชนีมีเยอะแยะมากมายเลยแต่ส่วนใหญ่ที่คนลงทุนนิยมกันก็คือ ETF ที่ลงทุนที่ลุงทุนในกองทุนดัชนี

และถ้าคุณอยากจะซื้อ ETF ที่ได้ผลตอบแทนที่ล้อไปกับ SET50 ที่เมืองไทยก็มีเรียกว่า TDEX สังเกตว่า ETF มันก็จะเหมือนหุ้นก็คือจะมีชื่อย่อเหมือนกัน TDEXมันก็คือ SET50 นั้นเอง สมติว่าคุณลงทุน 1000 บาทเงินนี้ก็จะถูกกระจายไปที่ 50 บริษัทโดยเรียงจากบริษัทที่มี Market Cupที่มีขนาดใหญ่ที่สุดลงมาน้อยสุด และคุณก็จะได้ครอบครองถึง 50 บริษัท ซึ่งมันก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อเสียก็คือ

-คุณไม่สามารถได้ผลตอบแทนที่โดดเด่น เพราะอันนั้นคือต้องลงทุนเป็นหุ้นส่วนตัว

ข้อดีก็คือ

-ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับคุณ ผลตอบแทนก็ใช้ได้เพราะว่าที่ผ่านมากองทุน อย่างเช่น SET50 ในเมืองไทยถ้าย้องกลับไปหลาย 10 ปีผลตอบแทนก็จะอยุ่ที่ประมาณ8-10% ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวเลย ฟังดูอาจจะเหมือนไม่เยอะแต่ดอกเบี้ยทบต้นจากที่มีไม่เท่าไหร่ก็สามารถที่จะมีเป็น 10ล้านได้ในตอนที่คุณเกษียณ

-ผลตอบแทนของคุณไม่กระโดดออกมาแบบนักลงทุนมืออาชีพ อินดีมแต่คุณก็จะไม่แพ้ตลาดเพราะมันเป็นการสะท้อนเหมือนกระจก ที่คุณทำแบบไหนผลตอยแทนมันก็จะออกมาเป็นแบบนั้น และนั้นก็คือวัตถุประสงค์ของกองทุนดัชนี ก็คือการล้อผลตอบแทนนั่นเอง

เพราะมันก็จะให้ผลตอบแทนเหมือนซื้อกองทุน SET50 เหตุผลที่มันเส่ยงน้อยกว่าการลงทุนหุ้นเป็นตัวๆก็เพราะว่ามันถูกกระจายไปที่ 50 บริษัทซึ่งมันก็จะรวมทั้ง 50 บริษัทที่ใหญ่ กลาง อยุ่ในนั้นหมด แต่ถ้าคุณลงเป็นตัวๆแล้วตัวนั้นยากเงินก็อาจจะหายไปเป็น30-50%เลยก็ได้

ประวัติของ ETF ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นทางเลือกหรือมาทดแทน กองทุนดัชนี แต่ ETF ถูกกำหนดมาเพื่อให้ค่าธรรมเนียมถูกลงมาอีกซึ่งค่าธรรมเนียมที่น้อยเนี่ยมีผลมากๆ ถ้าเอสมาทบกัน10-20 ปีและเหตุผลที่ค่าธรรมเนียมมันถูกได้ก็เพราะ

1.เป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่จ่ายแค่ค่าคอมมิชันให้กับ โบคเกอร์ ถ้าคุณไม่ซื้อขายบ่อยวัตถุประสงค์ ของ ETF ที่ส่วนมากซื้อมาเพื่อถือเป็นระยะยาวอยู่แล้วก็คือคุณจะเสียค่าคอมมิชชันให้กับโบคเกอร์นิดหน่อย ไม่เหมือนกับหุ้นที่เป็นนัดเทรดที่ออกมาหลายๆครั้งนั้นคือเค้าต้องเสียค่าคอมมิชชั่นที่เยอะและเนื่องจาก ETF ส่วนมากลงทุนในกองทุนดัชนีเลยทำให้ไม่มีผู้จัดการในการบริหารก็เลยทำให้ค่าธรรมเนียมต่ำ